พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ตั้งอยู่บนถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร ในอดีตเป็นสถานที่ตั้งพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวังหน้า (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) มาแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนเป็นที่มาของชื่อ “ถนนเจ้าฟ้า” ในปัจจุบัน
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโรงงานผลิตเงินเหรียญแห่งใหม่ที่มีความทันสมัย โดยเลือกพื้นที่บริเวณริมคลองคูเมืองเดิม ใกล้วัดชนะสงคราม ดั้งนั้นจึงต้องรื้อถอนพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวังหน้าที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ และพระราชทานเงินค่ารื้อถอนและสร้างวังใหม่ให้แก่เจ้านายทุกพระองค์ เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตเหรียญดังกล่าว ซึ่งเมื่อสร้างแล้วเสร็จ ได้รับพระราชทานนามว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ”
โรงงานกษาปณ์สิทธิการ สร้างขึ้นตามลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตก โดย นายคาร์โล อัลเลกรี (Carlo Allegri) สถาปนิกชาวอิตาเลียนประจำราชสำนักสยามเป็นผู้ออกแบบ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากโรงงานเครื่องจักรที่เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมคือ อาคารหลักด้านหน้าเป็นทรงปั้นหยา สูงสองชั้น หลังคามุงกระเบื้องว่าว สองข้างอาคารหลักต่อเป็นปีกทอดยาว เป็นอาคารชั้นเดียวหักมุมฉากสี่ด้านบรรจบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เชื่อมต่อกัน บริเวณสันหลังคา เชิงชาย ช่องบานประตู หน้าต่างประดับด้วยลวดลายฉลุไม้อย่างงดงาม
การก่อสร้างโรงงานกษาปณ์สิทธิการเสร็จสมบูรณ์และเริ่มดำเนินการผลิตเหรียญครั้งแรกในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2445 ใช้งานเรื่อยมาจนถึง พ.ศ.2511 กรมธนารักษ์จึงได้ย้ายไปสร้างโรงงานแห่งใหม่ โรงกษาปณ์สิทธิการจึงร้างลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
| ในวาระครบรอบ 100 ปี การพิพิธภัณฑ์ไทย (พ.ศ.2517) กรมศิลปากรได้ริเริ่มโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานประเภทศิลปะสมัยใหม่ จึงได้เสนอขอใช้โรงกษาปณ์สิทธิการ เพื่อปรับปรุงให้เป็นหอศิลป ซึ่งกรมธนารักษ์ได้อนุมัติมอบอาคารแห่งนี้ให้กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2517 เพื่อจัดตั้งเป็น “หอศิลปแห่งชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงผลงานศิลปกรรมประเภททัศนศิลป์ของ ศิลปินผู้มีชื่อเสียงทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปกรรมทั้งแบบไทย ประเพณีและร่วมสมัยพิธีเปิดหอศิลปแห่งชาติอย่างเป็นทางการมีขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2520 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งดำรงพระยศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด หลังจากนั้นไม่นาน หอศิลปแห่งชาติได้ปิดปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อให้ตรงตามพระราชบัญญัติโบราณ สถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พ.ศ.2504 ว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป” และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2521 |
|
 |
ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2526 กรมธนารักษ์ได้มอบอาคารและที่ดินบางส่วนให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ทำให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นทั้งสามารถดำเนินการปรับปรุงขยายพื้นที่อาคารจัดแสดง เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการแก่ศิลปินตลอดจนอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้เข้าชมได้อย่างครบถ้วนตามหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะระดับชาติดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป คาดหวังว่าในอนาคตจะต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และความมุ่งมั่นของบุคลากรในหน่วยงานเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาองค์กรดังนี้
“เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ศิลปะของชาติ และเป็นผู้นำการพัฒนาหอศิลป์ในชาติไปสู่มาตรฐานสากล”
บริการต่างๆ
งานบริการการศึกษา
เพื่อเป็นการสนับสนุนส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ทางศิลปะแก่สาธารณชน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อการศึกษาหลากหลายประเภท ได้แก่ การประชุมเชิงปฏิบัติการ สัมมนา การบรรยาย บริการนำชมพิพิธภัณฑ์ และบริการห้องสมุดเพื่อการศึกษาค้นคว้า ฯลฯ
ร้านจำหน่ายหนังสือและของที่ระลึก
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดหนังสือศิลปะ สูจิบัตรนิทรรศการ โปสการ์ด และของที่ระลึกหลากหลายประเภท ไว้จำหน่ายแก่ผู้เข้าชม
ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหาร
เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 9.00-16.00 น.
 |
|
ห้องจัดแสดงศิลปะไทยประเพณี
จัดแสดงจิตรกรรมไทยประเพณีซึ่งเป็นจิตรกรรมที่มีวิธีการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและได้รับสืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนกลายเป็นระเบียบแบบแผน โดยมีเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาที่สอดแทรกด้วยเรื่องราวในวรรณคดีและวีถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยก่อนด้วย ดังเช่น พระบฏ (จิตรกรรมไทยประเพณีบนผืนผ้า) ในสมัยอยุธยา, จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของ สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ,จิตรกรรมชุดพงศาวดารประกอบโคลง ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น |
 |
|
ห้องจัดแสดงศิลปะไทยแบบตะวันตก
จัดแสดงผลงานในแบบตะวันตกที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินชาวตะวันตกที่เข้ามารับราชการในเมืองไทยและศิลปินไทยที่ได้ไปศึกษางานศิลปะยังต่างประเทศ ดังเช่น ผลงานของพระสรลักษณ์ลิขิต มหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เขียนโดยศิลปินชาวตะวันตก โดยใช้เทคนิคภาพพิมพ์ เป็นต้น |
 |
|
ห้องเฉลิมพระเกียรติ
จัดแสดงภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสชื่นชมในพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรม ดังเช่นผลงานภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช |
 |
|
ห้องจัดแสดงศิลปกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 - ปัจจุบัน
จัดแสดงศิลปกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 – 2510 เริ่มตั้งแต่ยุคของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 ส่งผลให้รัฐบาลมีบทบาทในการสนับสนุนและอุปถัมภ์ศิลปกรรมแขนงต่างๆแทนราชสำนัก ดังเช่น ผลงานของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี , เฟื้อ หริพิทักษ์ , มีเซียม ยิบอินซอย, เขียน ยิ้มศิริ, จำรัส เกียรติ , อังคาร กัลยาณพงศ์, ชลูด นิ่มเสมอ, ประสงค์ ปัทมนุช เป็นต้น
จัดแสดงศิลปวัตถุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 เป็นต้นมา ซึ่งในช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความคิดสร้างสรรค์ ได้ปรากฏสถาบันทางศิลปะและกลุ่มศิลปินมากมาย ศิลปินล้วนมีอิสรภาพในเรื่องแนวความคิดและความเชื่อส่วนบุคคล มีรูปแบบ เทคนิควิธีการทางศิลปะที่มีความแตกต่างและหลากหลายยิ่งขึ้น ในห้องนี้ได้จัดแสดงผลงานของศิลปินแห่งชาติและศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ดังเช่นผลงาน ของ นนธิวรรธน์ จันทนะผะลิน, ปรีชา เถาทอง, จักรพันธุ์ โปษยกฤต, อิทธิพล ตั้งโฉลก, ประเทือง เอมเจริญ, ช่วง มูลพินิจ, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, กมล ทัศนาชลี ,วิโชค มุกดามณี เป็นต้น |
 |
|
ห้องจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน |
อัตราค่าเข้าชม
• ชาวไทย 10 บาท
• ชาวต่างประเทศ 30 บาท
• นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ พระภิกษุ สามเณรและนักบวชในศาสนาอื่น ไม่เสียค่าเข้าชม
การเดินทาง
• รถประจำทางสาย 3,30,12,43,80,91,123,169 และ Airport Bus
• รถแท็กซี่
• รถยนต์ส่วนตัว (มีที่จอดรถสะดวก)
• หรือเดินเพียง 5 นาที จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หรือถนนข้าวสาร
ติดต่อ
เลขที่4 ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร. (02) 282-2639-40 (02) 281-2224 ต่อ 14, 17
แฟกซ์ (02) 282-2639-40 (02) 281-2224 ต่อ 15
|